วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"น้ำพริกถั่วเน่า" อูมามิตำรับปกากะญอ

   การโขลกพืชผักเครื่องเทศด้วยครกให้ออกมาเป็น "น้ำพริก" นั้น เป็นวัฒนธรรมอินเตอร์พบได้ทั่วไปที่ไหนก็มี จริงไหมคะ? ไม่เว้นแม้แต่ ฝรั่ง แขก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทยแอฟโฟร ยิ่งคนในวัฒนธรรมกินข้าวก็ยิ่งพบได้มากและหลากหลาย เพราะไม่เพียงทำง่ายแล้วยังกินอร่อยเข้ากับพืชผักปลาได้สารพัด
   และการจะกินน้ำพริกให้เด็ดดวงนั้น จะขาดไม่ได้เลยก็คือ วัตถุดิบพิเศษที่ได้จากการหมักๆ ดองๆ ให้มีกลิ่นตุตุนี่แหละค่ะ ยิ่งสังคมที่เจริญรุ่งเรืองมีรากเหง้าถอยกลับไปในอดีต ยิ่งไกลก็ยิ่งตุ ไม่เชื่อดูได้จากเครื่องเคราในครัวที่บ้านก็ได้นะคะ
   ...พอถามถึงน้ำพริก พุดุ แม่ครัวชาวปกากะญอแห่งบ้านวัดจันทร์ ซึ่งตอนนี้ได้ยกฐานะขึ้นเป็น อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ไปเรียบร้อยแล้ว ถึงกับตบอกผางบอกไม่มีอะไรเกิน 'ตาโตเว' น้ำพริกใส่อีฮวก...แต่บังเอิญวันสองวันนี้ฝนเพิ่งลง ทุกคนไปหยอดข้าวกันหมด ไม่มีเวลาไปหาลูกปลากับอีฮวก ซึ่งก็คือลูกอ๊อดกบเขียดนั่นแหละค่ะ เลยเปลี่ยนมาให้ลองน้ำพริกถั่วเน่า อูมามิตำรับปกากะญอที่อร่อยไม่แพ้กัน
   วิธีทำก็ไม่ยากเย็น ตะไคร้สักต้น กระเทียม 5-6 กลีบ พริกกระเหรี่ยงปลูกเองสัก 7 เม็ด อย่าให้เผะจนเกินไปนะคะ ทั้งหมดเอาไปเสียบตับย่างไฟ พอให้เกรียมแล้วเอาลงโขลกในครก


   ชะโต้ หรือ ครกกระเหรี่ยง นี่เป็นอะไรที่น่าพูดถึงเพราะเป็นงานทำมือโดยแท้ แกะจากไม้ทั้งต้นทรงชะลูดเหมือนแก้วกาแฟ ที่พิเศษก็คือจะต้องมี 'หูจับ' เวลาโขลกก็ไม่ต้องเอาขาหนีบไว้ให้ใช้มือจับหูได้มั่นคงเลยค่ะ เริ่ดไหมคะ?
   ส่วนลีลาการโขลกน้ำพริกของ พุดุ ในครัวไฟนั้น บรรดาราชินีครกจากถิ่นอื่นเห็นแล้วอาจจะรำคาญใจได้เพราะเป็นการนาบๆ นวดๆ มากกว่าจะเรียกว่าโขลก ด้วยเหตุที่เรือนปกากะญอเป็นโครงไม้ปูด้วยฟากไม่ได้แข็งแรงอะไรนักหนา ขืนโขลกกันสนั่นแบบภาคกลางสิคะมีหวังบ้านทะลุแน่ ด้วยเหตุนี้น้ำพริกตำรับนี้จึงออกหยาบๆ ไม่เนียนละเอียดเหมือนน้ำพริกกะปิครกอ่างศิลาแต่ก็มีเท็กซ์เจอร์ดีค่ะ


   เมื่อวัตถุดิบแหลกดีแล้ว จึงบิดถั่วเน่าลงไปซัก 1 ช้อน พอให้กลิ่นตุตุโชยขึ้นมา จากนั้นใส่ 'ห่อวอ'
หรือ 'ผักอีหลึง' คนเมืองจะเรียกยังไงไม่รู้นะคะ แต่บอกได้จากหน้าตาว่าคล้ายกับพวก basil ในตระกูลกะเพรา ใบแมงลักนี่แหละ แต่ของเขาขึ้นเองตามที่ชื้นๆ ริมบ้านในหน้าฝน
   ผักห่อวอ นี้ช่าง หวุ่ยสื่อต๊ะ หรืออร่อยแท้ๆ เติมลงไปก็ทำให้น้ำพริกมีกลิ่นฉุน เติมมิติให้กับรสชาติเค็มกลมกล่อมเลยทีเดียวเชียวค่ะ
   ส่วนถั่วเน่า(พระเอกของเรา)ของปกากะญอนี้จะว่าไปก็คล้ายกะปิของคนบ้านอยู่ใกล้ทะเลที่มีกุ้งเคยให้จับหามาหมักเพื่อสร้างรสอูมามิ ที่เกิดจากการแปรสภาพของโปรตีน ละแวกป่าดอยมีแต่ถั่วเหลืองรสอูมามิอันกลมกล่อม จึงได้จากการหมักถั่วแทน วิธีการก็ไม่ยากค่ะ ก็แค่เอาถั่วเหลืองปลูกเอง 1 ลิตร แช่น้ำแล้วต้มจนนิ่มสุก แยกเปลือกออก หมักในไหสะอาดๆ สัก 5-6 วัน พอกลิ่นตุ่ยๆโชย ก็เอาออกมาตำให้แหลกพร้อมกับเติมเกลือลงไปสักหยิบมือ ตักใส่ห่อใบตองย่างไฟให้หอมเอาไว้ใช้ได้ตลอด ถั่วลิตรเดียวทำกินไปได้หลายเดือนเลยค่ะ


   ใครที่เคยเห็นถั่วเน่าของคนไต ที่เป็นแผ่นกลมๆ บางๆ ขายตามกาดนัด อันนั้นเขาเอาไปบดแล้วรีดเป็นแผ่นตาก แต่ที่มาก็คล้ายๆกันนั่นเอง
   ทีเด็ดของน้ำพริกถั่วเน่าน่าจะอยู่ที่ผักแกล้มที่เก็บหาได้จากรอบบ้านที่เด่นที่สุด ก็คือ เหาะคอเด๊าะ หรือใบนางแย้ม ไม้พุ่มใบโตๆ ดอกสีขาวเป็นช่อหอม เขาเอามาต้มให้สุกกินกับน้ำพริก มีรสหวานปนขม ส่วนผักอื่นๆ ก็ไล่เรียงมาตั้งแต่ โปรแปรเด๊าะ = ผักกูด, สะกอโยซ๊ะ = มะเขือพวง, เบ๊าะ = หน่อไม้, สะกอเบรซ๊ะ = ยอดมะระหวาน, ลูเคาเจ๊าะ = ยอดฟักทอง, โหน่เด๊าะ = ผักตบไทย, เด๊าะกะสะ = เพกา, โพซึเดาะ = ชะอม, ส่วน ย่อมะกอ ไม่ต้องแปล เพราะมันคือ ยอดมะกอก นั่นแล
   
        และนี่ก็คือโฉมหน้า "น้ำพริกถั่วเน่า" ค่ะ


วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ครั้งแรก กับ Red Lobster @ burgerandlobster London

ช่วงเดือนเมษายน ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ อังกฤษ
ช่วงนั้นมีอาหารอย่างหนึ่งที่ทุกคนที่ไป ต้องลองๆ 
หลายคนอาจทายว่า ไปที่โน่น อาหารที่ต้องลองๆต้องเป็น
เป็ดโฟร์แน่ๆ แต่ไม่ใช่ครับ ช่วงนี้มีร้านอาหารที่คนไทยส่วนใหญ่ไปทานกัน 
พูดได้ว่าสูสีกับเป็กโฟร์กันเลยทีเดียวร้านที่ว่านั้นก็คือ 

Burger & Lobster


โดยร้านนี้จะมีเมนูที่ได้รับความนิยมคือ BurgerLobster
โดยในตอนแรกที่ได้ยินชือก็เข้าใจว่าเค้าจะนำเนื้อ lobster มาผสมกับเนื้ออื่นๆแล้วประกบ
ขนมปังเหมือนเบอร์เกอร์ทั่วไปแต่เปล่าเลยครับ มาดูกันดีกว่าว่าเค้าเสิร์ฟกันแบบไหน


ครับ เค้าเสิร์ฟมาทั้งตัวเลยเสิร์ฟพร้อมกับ สลัดราดบัลซามิก ชีสข้น มันฝรั่งทอด


ก้ามใหญ่มากกกกก


โดยทางร้านจะมี lobster หลายขนาด แต่ขนาดที่เนะนำคือ ขนาดปานกลาง 
เพราะราคาไม่แพง เนื้อจะหวานและไม่ค่อยเหนียว
รสชาติอร่อยดีครับ lobster สดมาก 


วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เมื่อฉันอยากปลูกผัก (1)

เหตุเกิดจาก การที่เราอยากควบคุมน้ำหนักและอยากมีสุขภาพดีขึ้นๆ สิ่งแรกที่ทำ คือ ฉันต้องกินอาหารสุขภาพ+++ แต่พอเวลาไปซื้อผักทุกครั้ง รู้สึกปวดใจมากๆ กับราคาผักที่แพงขึ้น แพงขึ้น

อย่ากระนั้นเลยย.... ลองปลูกเอง ดีกว่า

หลังจากตามอ่าน blog อ่านพันทิพ และเวบต่างๆ ตกลงใจได้ว่า "ฉันจะปลูกผักไฮโดร" เหตุผลนะเหรอ... เพราะฉันขี้เกียจพรวนดิน หาพืชคลุมดิน รดน้ำ ก็คนมันไม่มีเวลานี่น้าาา 555+

วันนี้ได้ฤกษ์ ไปซื้อเมล็ดพันธุ์แถบบางใหญ่ หาซื้อได้ทุกร้านที่ขายเครื่องมือการเกษตร ราคาตั้งแต่
10-25บาท แล้วแต่ร้าน

อุปกรณ์ที่ต้องใช้
1. เมล็ดพันธุ์
2. ปุ๋ย A+B สุ่มซื้อมา ไม่รู้ยี่ห้อไหนดี ขวดละร้อยบาท
3. ฟองน้ำ จากร้านก่อสร้าง หนา 1 นิ้ว แผ่นละ 5 บาท
4. โฟม จะเอามาให้ฟองน้ำยึด
5. ถาดปลูก (จริงๆ ไม่ต้องมีก็ได้ แต่ตอนซื้อ ยังคิดไม่ออกว่าจะปลูกใส่อะไร ซื้อมาก่อน 30 บาท)
6. ภาชนะที่จะปลูก (เดี๋ยวหาเอาในบ้าน)

นี่คือหน้าตาเมล็ดพันธ์ที่ซื้อมา 8 อย่าง



แต่เราเริ่มปลูกกันที่ 2 อย่างก่อน นั่นคือ ผักบุ้ง และสลัดครอสค่า วิธีเพาะ ก็เหมือนทั่วๆไป เอาไปวางบนฟองน้ำที่ชุปน้ำจนอิ่มตัว จากนั้นเก็บไว้ในที่มืด รอดูรากมันงอกออกมา...

ตอนนี้เพาะไปได้ 24 ชม.แล้ว ผลจะเป็นยังงัย รอดูต่อ ภาค 2 ค่าา.... ^__________^

"Audrey" ร้านอาหารไทยฝรั่ง เรียบหรู รสชาติดี ราคาสมคุณภาพ

วันนี้พามาตะลุยร้านอาหารไทยปนฝรั่งรสชาติเยี่ยมใน เซนทรัลแอมบาสซีกันค่ะ

ร้านนี้มี หลายสาขา ที่เราเคยลองคือ สยามเซนเตอร์ และที่นี่ Central Embassy... จ้า

ที่ตั้ง: Central Embassy ชั้น 5
วิธีมา: สี่แยกเพลินจิต หรือมาบีทีเอส ลงสถานีเพลินจิตแล้วเดินสกายวอคมาเข้าห้างได้เลยคะ

ร้านนี้เค้าตกแต่งสไลต์วินเทจ ออกแนวหรูหรา โต๊ะหินอ่อน โต๊ะด้านในติดริมหน้าต่างจะมีโซฟานุ่มน่านั่งมาก พนักงานค่อนข้างใส่ใจลูกค้า


เริ่มเลย... เราไม่เคยพลาด เมนูแนะนำ "พิซซ่า baby ต้มยำกุ้ง" 190บาท
แป้งบางกรอบ ตัดแบ่งมาแปดชิ้นเล็กๆ ชีสเต็มหน้า แต่ไม่เลี่ยนคะ 



ตามด้วยซีซาร์สลัด โฮมเมด น้ำสลัดส่วนตัวว่าไม่ค่อยเค็มข้น แต่ผักกรอบ เบคอนกรุ๊บ 


ลองสั่งจานเดียวมากิน ข้าวผัดน้ำพริกหนุ่ม หมูทอด.. ข้าวเยอะมากกก แต่เราว่าเมนูนี้ไม่ค่อยเข้ากัน 
ส่วนหมูทอด อร่อยและไม่แข็งคะ 


ตบท้ายด้วย บราวนี่ลาวา อร่อยล้ำ ชอคโกแลตไหลเยิ้ม เสริฟพร้อมไอศกรีมวนิลา ฟินจ้าาา...


ปล. มาถึง central embassy อย่าลืมลองเข้าห้องน้ำหญิงนะค่ะ เสมือนอยู่ญี่ปุ่นเลยจ้าาา ^V^

ซ่อมคอมฯเบื่องต้นด้วยตัวเอง ... ไวรัสคอมพิวเตอร์


ไวรัสคอมพิวเตอร์

       ไวรัสคอมพิวเตอร์ (computer virus) ซึ่งเรียกชื่อเลียนแบบ ไวรัส ที่เป็นสิ่งมีชีวิต แต่เป็นคำเรียกแบบย่อของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่มีชุดคำสั่งระบบปฏิบัติการใดๆก็ตามเท่าที่โปรแกรมถูกเขียนขึ้นมาเพื่อการใดการหนึ่งทั้งที่มีประโยชน์ทางการทำงานตามผู้เขียนโปรแกรมนั้นขึ้นมา
          ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) คือ โปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาแผ่นดิสก์หรือแฟลชไดร์ฟที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้กับอีกเครื่องหนึ่ง การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัสหมายความว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ในหน่วยความจำคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเรียบร้อยแล้ว การที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียกใช้ให้ทำงาน ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวเลยว่า ขณะที่ตนเรียกใช้6โปรแกรมหรือเปิดไฟล์ใดๆขึ้นมาทำงาน ก็ได้เรียกไวรัสขึ้นมาทำงานด้วย จุดประสงค์การทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแสดงข้อความวิ่งไปมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

          ไวรัส (Virus) เป็นมัลแวร์ (Malware) ชนิดแรกที่เกิดขึ้นบนโลกนี้และอยู่มานาน ดังนั้นโดยทั่วไปตามข่าวหรือบทความต่างๆที่ไม่เน้นไปทางวิชาการมากเกินไป หรือเพื่อความง่ายและคุ้นเคยที่จะพูด ก็จะใช้คำว่า Virus แทนคำว่าMalware แต่ถ้าจะคิดถึงความจริงแล้วมันไม่ถูกต้อง อาจจะเป็นเพราะความเคยชินหรืออะไรก็ตาม จึงกลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่ใช้คำว่า Virus แทนคำว่า Worm, Trojan, Spyware, Adware เป็นต้น ที่ถูกต้องควรใช้คำว่ามัลแวร์(Malware) เพราะมัลแวร์มีหลายชนิด แต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน


ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์
       
        บูตไวรัส (boot virus) คือไวรัสคอมพิวเตอร์ที่แพร่เข้าสู่เป้าหมายในระหว่างเริ่มทำการบูตเครื่อง ส่วนมากมันจะติดต่อเข้าสู่แผ่นฟลอปปี้ดิสก์ระหว่างกำลังสั่งปิดเครื่อง เมื่อนำแผ่นที่ติดไวรัสนี้ไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ไวรัสก็จะเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ตอนเริ่มทำงานทันที บูตไวรัสจะติดต่อเข้าไปอยู่ส่วนหัวสุดของฮาร์ดดิสก์ ที่มาสเตอร์บูตเรคคอร์ด (master boot record) และก็จะโหลดตัวเองเข้าไปสู่หน่วยความจำก่อนที่ระบบปฏิบัติการจะเริ่มทำงาน ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          ไฟล์ไวรัส (file virus) ใช้เรียกไวรัสที่ติดไฟล์โปรแกรม เช่นโปรแกรมที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต นามสกุล.exe โปรแกรมประเภทแชร์แวร์เป็นต้น

          หนอน (Worm) เป็นรูปแบบหนึ่งของไวรัส มีความสามารถในการทำลายระบบในเครื่องคอมพิวเตอร์สูงที่สุดในบรรดาไวรัสทั้ง หมด สามารถกระจายตัวได้รวดเร็ว ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งสาเหตุที่เรียกว่าหนอนนั้น คงจะเป็นลักษณะของการกระจายและทำลาย ที่คล้ายกับหนอนกินผลไม้ ที่สามารถกระจายตัวได้มากมาย รวดเร็ว และเมื่อยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ระดับการทำลายล้างยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไวรัสที่ไม่สามารถสแกนได้

          ม้าโทรจัน (Trojan) คือโปรแกรมจำพวกหนึ่งที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแอบแฝง กระทำการบางอย่าง ในเครื่องของเรา จากผู้ที่ไม่หวังดี ชื่อเรียกของโปรแกรมจำพวกนี้ มาจากตำนานของม้าไม้แห่งเมืองทรอยนั่นเอง ซึ่งการติดนั้นไม่เหมือนกับไวรัส และหนอน ที่จะกระจายตัวได้ด้วยตัวมันเอง แต่โทรจัน(คอมพิวเตอร์)จะถูกแนบมากับ อีการ์ดอีเมล์ หรือโปรแกรมที่มีให้ดาวน์โหลดตามอินเทอร์เน็ตในเว็บไซด์ใต้ดิน และสุดท้ายที่มันต่างกับไวรัสและเวิร์ม คือมันจะสามารถเข้ามาในเครื่องของเรา โดยที่เราเป็นผู้รับมันมาโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง
ที่มา : siamget.com


โปรแกรมป้องกันไวรัส
          โปรแกรมป้องกันไวรัส หรือ แอนติไวรัส (อังกฤษ: antivirus software) เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อคอยตรวจจับ ป้องกัน และกำจัดโปรแกรมคุกคามทางคอมพิวเตอ ร์หรือมัลแวร์ ซึ่งหมายถึง ไวรัส เวิร์ม โทรจัน สปายแวร์ แอดแวร์ และซอฟต์แวร์คุกคามประเภทอื่นๆ

โปรแกรมป้องกันไวรัสมี 2 แบบหลักๆ คือ
          1. แอนติไวรัส (Anti-Virus) เป็นโปรแกรมโปรแกรมป้องกันไวรัสทั่ว ๆ ไป จะค้นหาและทำลายไวรัสในคอมพิวเตอร์ของเรา
          2. แอนติสปายแวร์ (Anti-Spyware) เป็นโปรแกรมป้องกันการโจรกรรมข้อมูล จากไวรัสสปายแวร์ และจากแฮ็กเกอร์ รวมถึงการกำจัด Adsware ซึ่งเป็นป๊อปอัพโฆษณาอีกด้วย
          โปรแกรมป้องกันไวรัสจะค้นหาและทำลายไวรัสที่ไฟล์โดยตรง แต่ในทุกๆวันจะมีไวรัสชนิดใหม่เกิดขึ้นมาเสมอทำให้เราต้องอัปเดตโปรแกรมป้องกันไวรัสตลอดเวลาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ของเราปลอดภัย โดยแอนติไวรัสจะมีหลายรูปแบบตามบริษัทกันไปและแต่ละบริษัทจะมีการอัปเดตและการป้องกันไม่เหมือนกัน แต่ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวไม่ควรมีแอนติไวรัส 2 โปรแกรมเพราะจะทำให้โปรแกรมขัดแย้งกันเองจนไม่สามารถใช้งานได้



อ้างอิงจาก : pvlo-ray.dld.go.th

Surez Syndrome



         

          ฟุตบอลโลก 2014 ครั้งนี้มีประเด็นให้พูดถึงอย่างมากมาย เช่น ปัญหาการประท้วงที่เกิดขึ้นก่อนเริ่มการแข่งขัน การตกรอบของทีมใหญ่หลายๆ ทีม ทั้ง อิตาลี อังกฤษ สเปน ประตูสวยๆ หลายประตู แต่ที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกรณี “กัดทะลุมิติ” ของเทพอุรุกวัย           ลุยส์ ซัวเรส” (Luis Alberto Suárez Díaz )

          โดยวีรกรรมการใช้ฟันเป็นอาวุธนี้เป็นครั้งที่สามแล้วชีวิตการค้าแข้งตั้งแต่สมัยอยู่ที่ฮอลแลนด์กับสโมสร Ajax Amsterdam (กัด ออตมัน บักกัลป์ โดนแบน 7 นัด) และที่อังกฤษกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล (กัดแขน บรานิสลาฟ อีวานอวิช กองหลังเชลซี โดนแบน 10 นัด) และล่าสุดกัดไปที่ไหล่ของจอร์โจ คิเอลลีนี กองหลังของอิตาลี ในรอบแรกนัดที่สาม ทำให้ทางฟีฟ่าประกาศบทลงโทษ โดยให้งดเล่นให้กับทีมชาติเป็นเวลานานถึง 9 นัด และยังห้ามเล่นในระดับสโมสรอีก 4 เดือน และยังสั่งปรับซัวเรซอีกเป็นจำนวนเงิน 3.6 ล้านบาท เป็นผลให้ฟุตบอลโลกครั้งนี้จบลงทันทีสำหรับซัวเรส



          พูดถึงพฤติกรรมการกัดของซัวเรส ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นบ่อยมาก แม้จะผ่านการลงโทษมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เหตุการณ์กลับเกิดขึ้นอีก โดยมีนักจิตวิทยาหลายคนพยายามวิเคราะห์หาสาเหตุว่าทำไมเขาถึงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
         
          สังเกตได้ว่าทุกครั้งที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มาจากเรื่องของอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน หรือเกิดขึ้นทันทีโดยไม่รู้ตัว จะรู้สึกตัวเมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว

          ผมนั่งอ่านบทวิเคราะห์พฤติกรรมของซัวเรส ซึ่งผมขอเรียก Surez  Syndrome ทั้งข้อมูลอินเตอร์เน็ตและหนังสือพิมพ์ มีบทความที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งจากผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันจิตวิทยา นิว เซาธ์ เวลล์ ประเทศ ออสเตรเรีย กล่าว่า

 
         
          “...พฤติกรรมแบบนี้จะพบบ่อยในวัยเด็ก เป็นเรื่องยากมากที่จะเจอพฤติกรรมแบบนี้กับผู้ใหญ่ ซึ่งซัวเรสกำลังแสดงความก้าวร้าว โดยวิธีการของเขาคือ “การกัด” และการแสดงออกแบบนี้มีหลายรูปแบบ
         
          โดยคนประเภทนี้มักถูกกลั่นแกล้งมาตั้งแต่เด็ก และเก็บสะสม เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ซัวเรสมีพฤติกรรมก้าวร้าว อารมณ์ร้อน และหุนหันพลันแล่น...”

          ถ้าให้พิจารณาแล้ว สาเหตุของพฤติกรรมดังกล่าวอาจมาจากเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในวัยเด็กและเก็บเป็นความเครียดสะสม และแสดงออกอย่างฉับพลันเมื่อมีสิ่งเร้า

 
           
          ถามว่าสามารถแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวได้หรือไม่ ผมว่ามันขึ้นอยู่กับเจ้าตัวว่าจะยอมรับในสิ่งที่ทำได้ไหมและจะยอมเข้ารับการรักษาโดยการบำบัดอย่างที่นักจิตวิทยาหลายคนแนะนำหรือเปล่า

          ซังเรสมีครอบครัว มีภรรยาที่คอยให้กำลังใจ และมีลูกสาวที่น่ารัก ผมเชื่อว่าเขาจะผ่านปัญหาที่เขาสร้างขึ้นได้ด้วยตัวของเขาเอง...

วานรบางกอก ยีนส์สัญชาติไทย


     สำหรับวัยรุ่นที่นิยมกางเกงยีนส์ ย่อมต้องชอบความมีเอกลักษณ์ ของยีนส์ที่แต่ละแบรนด์ ซึ่งมีให้ผู้รักแฟชั่นยีนส์ได้เลือกมาเป็นเจ้าของ  แต่วันนี้เราจะแนะนำอีกหนึ่งแบรนด์ที่ผู้รักยีนส์ควรหามาครอบครอง  “วานรบางกอก (Vanorn Bangkok)W อีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่วางตัวเองยีนส์ไทยโฮมเมดร่วมสมัย มีหนุมานเป็นสัญลักษณ์ จากการสร้างสรรค์ของพิชิต หทัยพันธลักษณ์ และไตรพิตรา ศรีวงษ์ฉาย

จุดขายของวานรบางกอก คือสไตล์คลาสสิกที่สวมใส่ได้ทุกโอกาส จึงเกิดความคุ้มค่าสูงสุด ขณะเดียวกันในแง่การผลิตก็ไม่ยุ่งยากเพราะไม่ต้องอิงเทรนด์แฟชั่นว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตัดผ้าด้วยกรรไกรแบบตัวต่อตัว อย่างพิถีพิถันทุกรายละเอียด รวมถึงบริการรับสั่งตัดแบบตัวต่อตัว

ส่วนการตั้งชื่อแบรนด์ วานรบางกอก” (Vanorn Bangkok) เน้นรูปแบบกราฟิกสไตล์สากล (ไม่มีสระบน-ล่าง) และหากมองในแง่ของความหมายแล้ว วานรที่แปลว่า ลิง ก็สะท้อนถึงความเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ ส่วน บางกอก” (Bangkok) นั้นก็เป็นคำที่คุ้นหูสำหรับชาวต่างชาติ และให้ความรู้สึกถึงความเป็นไทยชัดเจน

แม้ว่ากางเกงยีนส์จะได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ แต่ยีนส์เป็นเครื่องแต่งกายสากลที่เข้าได้กับทุกเพศ ทุกวัยและทุกสถานะ ไม่ว่าจะเป็น สตรีทแวร์ ระดับไฮ-เอนด์ ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความเป็นสากลกับเอกลักษณ์ไทย เช่น กระดุมรูปหัวลิงที่ถอดมาจากหัวโขนของหนุมาน และกระเป๋าหลังที่เดินด้ายเป็นรูปอักษร ก็ให้ความรู้สึกเป็นไทยได้ ทุกรายละเอียดของแบรนด์วานรบางกอก ล้วนเกิดขึ้นจากความตั้งใจของสองนักออกแบบคู่นี้

เจ้าของวานรบางกอกอธิบายลักษณะพิเศษของยีนส์แต่ละรุ่นให้เราฟังอย่างตั้งใจ ก่อนที่จะเผยถึงที่มาของกางเกงรุ่นต่างๆ
คนทั่วไปมักจะมองว่าความเป็นไทยนั้นเชย เราจึงอยากได้ชื่อรุ่นที่เป็นไทยมากๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ฟังแล้วโอเค มีความหมายที่ดีกางเกงยีนส์รุ่นแรกที่ทำออกมาเราตั้งชื่อว่า โหมโรงถือเป็นงานในคอนเซ็ปท์พรีเมี่ยม ที่เรานำผ้ากำมะหยี่เข้ามาประยุกต์ใช้ด้วย ซึ่งแม้ว่าจะเย็บยากกว่า แต่มันก็มีผิวสัมผัสที่นุ่ม และให้ความรู้สึกที่พิเศษกว่าผ้าชนิดอื่นๆ อีกทั้งกำมะหยี่ก็เป็นผ้าที่นิยมใช้กันในชนชั้นขุนนางสมัยก่อนด้วยสิ่งสำคัญคือ เราอยากให้คนใส่แล้วรู้สึกผูกพันกับกางเกงรุ่นนี้ รู้สึกถึงความพิเศษที่มากกว่ากางเกงธรรมดาทั่วไป 

วัยรุ่นไทยมีกางเกงยีนส์เฉลี่ยคนละ 6 ตัว ในจำนวนนี้ขอพื้นที่สำหรับแบรนด์ไทยแล้วจะรู้ว่า ยีนส์ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ที่สำคัญเงินไม่ไหลออกต่างประเทศ

http://www.tcdc.or.th/วานรบางกอก – กางเกงยีนส์ที่ถูกจริตคนไทย เรื่อง: ปิยพร อรุณเกรียงไกร

http://www.bangkokbiznews.com/บุษกร ภู่แส